Skip to content

📢 GROOV is Black Friday

Use code: GROOV-IS-BLACK

ลองฟัง Spatial Audio และ Lossless บน Apple Music

ลองฟัง Spatial Audio และ Lossless บน Apple Music

Apple เพิ่งเปิดให้ผู้ใช้ Apple Music ได้ลองฟัง Spatial Audio และ Lossless Audio วันนี้เอง ในฐานะผู้สนใจจึงขอทดลองฟังทันที

Spatial Audio ด้วย Dolby Atmos

สำหรับผู้ไม่เคยรู้มาก่อน Spatial Audio คือการฟังเพลงที่เหมือนเราอยู่ในบรรยากาศของเพลงแบบสามมิติ ไม่ใช่ Stereo ซ้าย-ขวาเหมือนเดิม การฟังแบบนี้จะให้ธรรมชาติที่เหมือนเราฟังดนตรีบนเวที หรือบางทีเหมือนวงดนตรีเล่นล้อมคนฟังอีกที ซึ่งให้อรรถรสที่ดีมาก

ก่อนนี้ Mixdown Engineer ที่ทำงานในระบบ Stereo เขาจะต้องใส่ใจสิ่งที่อยู่ระหว่างลำโพงซ้าย-ขวา หมายความว่าถ้าเกิดกรณีย่านความถี่เสียงของเครื่องดนตรีขี่กันอยู่ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ Kick Drum กับ Bass ผู้ทำการมิกซ์จะต้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทางเทคนิค แต่กรณี Spatial Audio ผู้มิกซ์จะมีทางเลือกมากกว่าเดิมในการที่จะทำให้ผู้ฟัง ได้ฟังเสียงครบทุกเครื่องดนตรี โดยไม่ต้องใช้การแก้ปัญหาแบบเดิม

Spatial Audio ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการวิจัยและส่งต่อให้ผู้ฟังนานแล้วครับ ผู้เขียนจำได้ว่า สมัยหนึ่งตัว Soundcard ยี่ห้อ Creative ก็ใส่ Feature นี้มาให้ฟังกับหูฟัง แต่จะเน้นเป็นการฟังเล่น ๆ มากกว่า เพราะเพลงต้นฉบับไม่ได้ตั้งใจมิกซ์มาให้ฟังแบบนี้

แต่ Spatial Audio เฉิดฉายอยู่ในการใช้งานเช่น Virtual Reality หรือในโลกเสมือน เพราะเราต้องการฟังเสียงแบบมีทิศทางในโลกจริง เช่นรถเมล์วิ่งผ่านมาด้านข้างจากซ้ายไปขวา แมลงวันบินผ่านหัว ต้องทำให้เรารู้สึกแบบนั้นได้จริงด้วย และเกมคอนโซลอย่าง PS5 ก็มีระบบนี้ ทำให้การเล่นเกมแบบใช้ 3D Audio นั้นสนุกมาก

ส่วน Apple ได้ใส่ Spatial Audio ไว้ให้ใช้กับหูฟังรุ่นใหม่ ๆ เช่น Airpods Pro, Airpod Max ผมลองใช้ดูแล้วพบว่าดีมาก เช่นผมเคยล้างจานแล้วเปิดฟัง facebook video ไปด้วย ปรากฏว่าพอผมเดินออกจากจอไปทำอย่างอื่น เสียงก็เหมือนมีทิศทางมาจากจอ ซึ่งเป็นความรู้สึกเหมือนเราดูทีวีสมัยก่อน ความรู้สึกนั้นแปลกใจมาก เพราะไม่คิดว่า Facebook จะทำมา Support ระบบนี้

Airpod Max รองรับ Spatial Audio ในตัว

อย่างไรก็ตาม Spatial Audio บน Apple Music คุณไม่ต้องมีหูฟังของ Apple แต่จะใช้หูฟังอะไรก็ได้นะครับ กรณีใช้หูฟังยี่ห้ออื่น ให้ไปที่ Setting ของ iOS ตรงหัวข้อ Music เลือกแบบ ‘Always On’ เพราะถ้าเราเลือก Auto ระบบจะไม่ให้เราใช้ Spatial Audio ซึ่งในกรณีนี้จะไม่เหมือนกับ Spatial Audio ของการดูหนัง เพราะเวลาจะเดินไปทางไหน เสียงจะตามเราไป ไม่เหมือนดูหนังที่ทิศทางของเสียงกับทิศทางของจอสัมพันธ์กัน โดยหน้าจอเพลงจะขึ้นคำว่า ‘Dolby Atmos’ เพื่อตอกย้ำว่าเรากำลังฟัง Spatial Audio อยู่ ทั้งหมดนี้จะ Support กับ iOS 14.6 นะครับ ใครที่ยังเป็น iOS 14.5 อยู่ก็เข้าไปอัปเดตกันก่อนได้เลยครับ

หากถามว่ามันดีขนาดไหน ผมต้องบอกว่ามันคืออนาคตครับ เพราะ

  1. ผู้ผลิตเพลงมีทางเลือกในการผลิตที่มากกว่า Stereo โดยลงทุนกับเครื่องมือไม่มากนัก และเรียนรู้การใช้งานระบบเพิ่มนิดหน่อย
  2. ผู้ฟังจะรู้สึกถึงความโล่งสบายของการฟังเพลง มีมิติโอบล้อมโดยไม่ต้องคิดไปเอง

 

Lossless Audio

มองหาคำว่า Lossless

Lossless คือไฟล์เพลงแบบไม่สูญเสียคุณภาพ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับคุณภาพเสียงที่ผู้ผลิตเพลงฟังในห้องบันทึกเสียง ผมใช้ระบบนี้บน Tidal มาสักพักใหญ่ ชอบมาก แต่จะให้ดีคุณต้องฟังบนระบบที่เกื้อหนุนกัน เช่นลำโพงคุณภาพดี มีตัวแปลงสัญญาณ D to A ดี ๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม Lossless Audio บน Apple Music ก็ไม่ได้เรื่องมากอะไรขนาดนั้น เปิดให้คุณฟังบนลำโพงของ iPhone ด้วยก็ได้ ถ้าคุณต้องการ โดยการฟังจะต้องแสดงคำว่า ‘Lossless’ ในปกอัมบััมตามภาพ ถึงจะสัมผัสสิ่งนี้นะครับ

หลายคนอาจขัดใจถ้ารู้ว่า Airpods Max ที่ราคาแพงนั้นไม่สามารถฟัง Lossless Audio ได้ ความจริงคือ Apple จะสตรีมไฟล์ Lossless ให้คุณได้ แต่การสื่อสารระหว่าง iPhone กับ Airpod Max นั้นเป็นการเข้ารหัส AAC แต่แรก ทำให้ต่อให้สตรีมมาแบบ Lossless แต่ไปเจอคอขวดบน AAC อยู่ อย่างไรก็ตามผมยังแอบคิดว่า Apple จะอัพเดท Codec นี้ให้อีกในอนาคต เพื่อให้หูฟังแพง ๆ ตัวนี้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนกันครับ

แต่ถ้าอยากฟังด้วย Airpod Max ที่คุณมี ต้องซื้อสาย Lightning to Mini Jack แบบ 2 ทาง ซึ่งสายแบบนี้มีแต่ Apple ที่ทำออกมาขาย ก็จะสามารถใช้งานได้เลย ถ้ามี D to A หรือซาวน์การ์ดดี ๆ ยิ่งแจ่มเลย

 

และถ้าถามว่าระหว่างสองอย่างนี้ ให้ความสำคัญกับอย่างไหน ผมต้องตอบแบบนี้

ถ้าคุณฟังบนหูฟัง ไม่ว่าจะ Airpods ทุกรุ่น ไปจนถึงยี่ห้ออื่น เลือก Spatial Audio แบบ Dolby Atmos ซึ่ง Apple กำหนดให้อยู่แล้ว

ถ้าคุณฟังเพลงในลำโพงระบบ Stereo เลือก Lossless ครับ เพราะลำโพงไม่สามารถทำ Spatial Audio ได้ในตัวมันเอง ยกเว้นถ้าคุณมี Homepod สองตัวมาเชื่อมกัน

ขอให้มีความสุขในการฟังเพลงครับ