News

Use this section to provide a description of your blog.

เปรียบเทียบระหว่าง Apple TV+ กับ Netflix

Posted by Duenphen Kasamesrirakchart on

เปรียบเทียบระหว่าง Apple TV+ กับ Netflix



หลังจากที่ Apple TV+ เพิ่งเปิดตัวไปและได้ให้สิทธิ์คนที่ซื้ออุปกรณ์ใหม่ดูฟรีได้ 1 ปี ทำให้รู้สึกอยากรู้ว่า content ของ Apple จะสู้กับ Netflix ได้ไหมนะ?

*สำหรับคนที่เพิ่งซื้อ iPhone รุ่นใหม่ สามารถเลือกดูฟรี 1 ปีได้จาก Apple TV app ได้เลยค่ะ 

พอเข้าไปในแอพฯ ดูโล่ง ๆ ยังไม่มีหนังหรือซีรี่ย์อะไรมากนักค่ะ จะมีราว ๆ 6 เรื่อง (จากที่นับคร่าว ๆ แต่คิดว่าคงมีเพิ่มอีกแน่นอน) แต่ละเรื่องใช้ดาราดังมาเล่น คาดว่าน่าจะเป็นการดึงดูดให้คนมาใช้บริการกันเยอะ ๆ จุดนี้อาจจะยังสู้ Netflix ไม่ได้ เพราะ Apple เป็นน้องใหม่ในวงการ ต้องให้โอกาสเรื่องสร้าง content กันอีกยาว ๆ


หลังจากที่ไล่ ๆ ดูว่ามีอะไรน่าสนใจ จนมาลงเอยที่เรื่อง The Morning Show ที่เลือกเรื่องนี้เพราะชอบ Jennifer Aniston อยู่แล้ว และดูจาก trailers ก็น่าจะสนุกดี แต่ที่แปลกใจคือ Season 1 มีเพียง 3 episodes เท่านั้น! Omg คอซีรี่ย์อย่างเราได้แต่พึมพัมในใจว่า ทำไมมันน้อยจัง? หรือมันจะไม่ค่อยสนุก? แต่ด้วยความที่ชอบลองดู series ใหม่ ๆ ของ Netflix Original เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้เราเปิดใจกับเรื่องนี้ง่ายมากขึ้น เพราะดาราในเรื่องก็ดัง ๆ ทั้งนั้น



ประสบการณ์จากที่ดูจบ 1 ep (ความยาว 1ชม. นิด ๆ) ก็พบว่า สนุกดีแฮะ! ทั้งภาพ เสียง การตัดต่อ ความคมชัด คุณภาพระดับ Hollywood เลยทีเดียว และด้วยความที่ภาพเป็น 4K Dolby Vision พอดูบน iPhone ก็ให้สีดำที่ดำปิ๊ด และคมชัดมาก ๆ คิดว่าถ้าดูผ่าน Apple TV 4K น่าจะดีมาก ๆ เลย ชื่นชมในความลงทุนของ Apple แต่ก็อย่างว่า ถ้าทำไม่สนุก แล้วใครจะดู

แต่ยังมีข้อด้อย (ที่คนอื่นอาจคิดว่าไม่ด้อยก็ได้ 555) ที่ส่วนตัวคิดว่ายังสู้ Netflix ไม่ได้ ก็คือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นเวลาเรากำลังดูอยู่บน iPhone แล้วอยากสลับหน้าจอไปตอบอีเมล์ ตอบข้อความ หรือทำอย่างอื่นสัก 2-3 นาที พอกลับเข้ามา เอ้า! ต้องเลือก episode ใหม่อีก และต้องรอโหลดให้ภาพกลับมาชัดอีก จังหวะนี้มันไม่ได้นานมาก แต่ถ้าเทียบกับ Netflix คือสลับปุ๊ป ดูต่อได้ทันทีเลย ทำให้การดูมันลื่นมาก ๆ มันเลยรำคาญนิดนึงที่ต้องคอยมากดให้มัน resume อยู่นั่น แต่บางจังหวะก็ไม่เป็นไรนะคะ บางครั้งก็กลับมาดูต่อได้เลย

ถ้าใครมี Apple TV อยากให้ลองดูกันนะคะ ส่วนใครที่เป็นสาวก Netflix อยู่ ก็ใช้ Chromecast เพื่อแคสขึ้นทีวีได้เหมือนกันค่ะ สะดวกสบายมาก ๆ

สั่งซื้อ Chromecast ได้ที่ www.groov.store ส่งฟรีทั่วประเทศค่ะ 😁


Read more

เปรียบเทียบระหว่าง Apple TV+ กับ Netflix

Posted by Duenphen Kasamesrirakchart on

เปรียบเทียบระหว่าง Apple TV+ กับ Netflix



หลังจากที่ Apple TV+ เพิ่งเปิดตัวไปและได้ให้สิทธิ์คนที่ซื้ออุปกรณ์ใหม่ดูฟรีได้ 1 ปี ทำให้รู้สึกอยากรู้ว่า content ของ Apple จะสู้กับ Netflix ได้ไหมนะ?

*สำหรับคนที่เพิ่งซื้อ iPhone รุ่นใหม่ สามารถเลือกดูฟรี 1 ปีได้จาก Apple TV app ได้เลยค่ะ 

พอเข้าไปในแอพฯ ดูโล่ง ๆ ยังไม่มีหนังหรือซีรี่ย์อะไรมากนักค่ะ จะมีราว ๆ 6 เรื่อง (จากที่นับคร่าว ๆ แต่คิดว่าคงมีเพิ่มอีกแน่นอน) แต่ละเรื่องใช้ดาราดังมาเล่น คาดว่าน่าจะเป็นการดึงดูดให้คนมาใช้บริการกันเยอะ ๆ จุดนี้อาจจะยังสู้ Netflix ไม่ได้ เพราะ Apple เป็นน้องใหม่ในวงการ ต้องให้โอกาสเรื่องสร้าง content กันอีกยาว ๆ


หลังจากที่ไล่ ๆ ดูว่ามีอะไรน่าสนใจ จนมาลงเอยที่เรื่อง The Morning Show ที่เลือกเรื่องนี้เพราะชอบ Jennifer Aniston อยู่แล้ว และดูจาก trailers ก็น่าจะสนุกดี แต่ที่แปลกใจคือ Season 1 มีเพียง 3 episodes เท่านั้น! Omg คอซีรี่ย์อย่างเราได้แต่พึมพัมในใจว่า ทำไมมันน้อยจัง? หรือมันจะไม่ค่อยสนุก? แต่ด้วยความที่ชอบลองดู series ใหม่ ๆ ของ Netflix Original เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้เราเปิดใจกับเรื่องนี้ง่ายมากขึ้น เพราะดาราในเรื่องก็ดัง ๆ ทั้งนั้น



ประสบการณ์จากที่ดูจบ 1 ep (ความยาว 1ชม. นิด ๆ) ก็พบว่า สนุกดีแฮะ! ทั้งภาพ เสียง การตัดต่อ ความคมชัด คุณภาพระดับ Hollywood เลยทีเดียว และด้วยความที่ภาพเป็น 4K Dolby Vision พอดูบน iPhone ก็ให้สีดำที่ดำปิ๊ด และคมชัดมาก ๆ คิดว่าถ้าดูผ่าน Apple TV 4K น่าจะดีมาก ๆ เลย ชื่นชมในความลงทุนของ Apple แต่ก็อย่างว่า ถ้าทำไม่สนุก แล้วใครจะดู

แต่ยังมีข้อด้อย (ที่คนอื่นอาจคิดว่าไม่ด้อยก็ได้ 555) ที่ส่วนตัวคิดว่ายังสู้ Netflix ไม่ได้ ก็คือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นเวลาเรากำลังดูอยู่บน iPhone แล้วอยากสลับหน้าจอไปตอบอีเมล์ ตอบข้อความ หรือทำอย่างอื่นสัก 2-3 นาที พอกลับเข้ามา เอ้า! ต้องเลือก episode ใหม่อีก และต้องรอโหลดให้ภาพกลับมาชัดอีก จังหวะนี้มันไม่ได้นานมาก แต่ถ้าเทียบกับ Netflix คือสลับปุ๊ป ดูต่อได้ทันทีเลย ทำให้การดูมันลื่นมาก ๆ มันเลยรำคาญนิดนึงที่ต้องคอยมากดให้มัน resume อยู่นั่น แต่บางจังหวะก็ไม่เป็นไรนะคะ บางครั้งก็กลับมาดูต่อได้เลย

ถ้าใครมี Apple TV อยากให้ลองดูกันนะคะ ส่วนใครที่เป็นสาวก Netflix อยู่ ก็ใช้ Chromecast เพื่อแคสขึ้นทีวีได้เหมือนกันค่ะ สะดวกสบายมาก ๆ

สั่งซื้อ Chromecast ได้ที่ www.groov.store ส่งฟรีทั่วประเทศค่ะ 😁


Read more


[MINI REVIEW] - Portal from facebook อุปกรณ์สนทนาทางไกลในรูปแบบวิดีโอที่ไม่ธรรมดา

Posted by Natthakorn Yokyong on

Facebook ได้เปิดตัว Portal และ Portal+ อุปกรณ์สนทนาทางไกลในรูปแบบวิดีโอ ถือเป็นอุปกรณ์ประจำบ้าน เหมาะกับการใช้งานร่วมกับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ด้วยเทคโนโลยี AI การเชื่อมต่อ Video Call จึงสะดวกขึ้น บวกกับหน้าจอแบบ Wide Screen ผู้ใช้งานจึงรู้สึกเสมือนว่าพบปะกับคู่สนทนาอยู่จริง ๆ



GROOV ได้นำเข้ามาจำหน่าย ผมจึงนำมาแกะกล่องรีวิวสั้น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เห็นกัน มาดูข้างในกล่องกันก่อนเลยครับ ว่ามีอะไรให้มาบ้าง


WHAT'S IN THE BOX

- Portal
- Camera Cover
- Power Cord
- Quick Starter Guide

 

SPECS

Display  : 10" 720p or 1280x800 (WXGA)

Camera : 12MP 140° DFOV

Wireless : Wi‑Fi (802.11a/b/g/n/ac) Dual band MIMO (2.4GHz and 5GHz)

Bluetooth : 4.2 technology

Microphone : 4-mic array (2 front, 2 rear) 360° pickup

Audio : 10w (2 full-range drivers)

Ambient Light Sensor :  Yes.

 

DESIGN

รูปร่างหน้าตาเป็นไปตามสมัยนิยม ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายกรอบรูป บริเวณขอบเครื่องมีความโค้งมนให้สัมผัสที่ดีมาก ส่วนฐานด้านล่างเป็นลำโพงเสตอริโอ วัสดุผลิตจากพลาสติกอย่างดี พื้นผิวด้าน

 

TECNOLOGY

Portal และ Portal+ ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งเสริมเข้าไป นั่นคือ Smart Camera และ Smart Sound ทั้งสองอย่างนี้จะเสริมให้ผู้ใช้งานสามารถสนทนาหากันได้อย่างสะดวก

Smart Sound จะมีหน้าที่ตัดเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นระหว่างการสนทนาและขยายเสียงของผู้ที่กำลังพูดอยู่ให้ชัดเจน เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามได้ยินเราอย่างชัดเจน

Smart Camera จะคอยจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน และแพนกล้องหรือซูมเข้าออกโดยอัตโนมัติตามความเหมาะสมของสถานการณ์เพื่อให้ทุกคนอยู่ในเฟรมด้วยกัน จากการทดสอบการแพนกล้องและซูมเข้า-ออก ทำได้ดีมาก ๆ ไหลลื่นมากไม่มีติดขัดเลยครับ ตรงนี้ผมชอบมากครับ รู้สึกแปลกใหม่ดี (กล้องมุมกว้าง 140 องศา ผมกางเขนออกยังไม่หลุดเฟรมเลยอะ)

 

VIDEO CALL

Portal สามารถโทรหาเพื่อน ๆ เราทุกคนบน Messenger ได้ ถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่ได้ใช้ Portal ก็ตาม การสนทนาก็จะเกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟนแทน แถมยังมีลูกเล่นเอฟเฟ็กต์ AR ต่าง ๆ ให้เราได้เลือกเล่นกับคู่สนทนาได้ มีอะไรบ้างมาดูกันครับ

​Story Time เป็นโหมดเล่านิทานให้คู่สนทนาฟัง โดยเจ้า Portal จะทำให้ผู้ที่เล่าเหมือนเข้าไปอยู่ในนิทานจริง ๆ ด้วยลูกเล่นน่ารัก ๆ และเอฟเฟ็กต์ AR ต่าง ๆ สำหรับโหมดนี้เหมาะกับครอบครับไว้เล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอน เป็นต้น (ในรูปผมลองเลือกเรื่อง "Three Little Pigs")

 

Effects สำหรับโหมดนี้ก็เป็นลูกเล่นที่เราคุ้นเคยบนหลาย ๆ Platform เช่น เปลี่ยนหน้าเราให้เป็นตัวการ์ตูน เพิ่มหนวด เพิ่มหูแมว ต่างๆ เหมือนบน Messenger เลยครับ

 

Shared Effects สำหรับโหมดนี้ก็เป็นเอฟเฟ็กต์ในการสนทนาเช่นกัน โดยคู่สนทนาของเราจำเป็นต้องใช้ Portal ด้วยครับ

Spotify สำหรับโหมดนี้เอาไว้เปิดเพลงฟังกับเพื่อน หรือคู่สนทนาของเรา โดยคู่สนทนาของเราจำเป็นต้องใช้ Portal ด้วยครับ

 

Portal Apps เป็นเหมือนแหล่งดาวโหลดแอปเพิ่มเติมของ Portal ปัจจุบันยังมีแอปให้ดาวโหลดน้อย มีแต่แอปหลัก ๆ ที่ต้องใช้งาน แต่จะถูกเพิ่มเข้ามาในอนาคตอย่างแน่นอนครับ

 

Browser เบราว์เซอร์ของ Portal หน้าตาคล้าย Chrome Browser การใช้งานผมลองทดสอบเข้าเว็บไซต์ที่มีโฆษณาเยอะ ๆ ดู ถือว่าสอบผ่านครับ ลื่นไหลไม่มีสะดุดเลย

 

การสั่งงานด้วยเสียงและ Alexa


เราสามารถเริ่มบนสนทนาได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับตัวเครื่องแม้แต่น้อย โดยเริ่มการ Video Call ด้วยคำสั่งง่าย ๆ แค่ “Hey Portal” และตามด้วยชื่อของผู้ที่ต้องการสนทนาด้วย นอกจากนี้แล้ว Facebook ยังใจดียัดเจ้า Alexa ผู้ช่วยอัจฉริยะมาในระบบให้ด้วย เราจึงสามารถออกคำสั่งได้มากกว่าการสั่ง Video Call โดยผู้ใช้งานสามารถขอให้ Portal รายงานผลกีฬา สภาพอากาศ หรือถามคำถามทั่วไปได้ เพียงเริ่มต้นประโยคว่า "Alexa.... เช่นเดียวกับการใช้งาน Amazon Alexa เลยครับ

ข้อดี

  • สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในการสนทนาแบบ Video Call
  • Story Mode โหมดเล่านิทาน ที่ผสานเทคโนโลยี AR ทำให้ผู้เล่า เหมือนเข้าไปอยู่นิทานด้วยเลย
  • Smart Camera และ Smart Sound ทำให้ Video Call สะดวกขึ้นมาก ๆ
  • Camera Cover หมดกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว
  • Alexa Built-In 

 

ข้อด้อย

  • ปัจจุบันแอปที่มีให้โหลดใน Portal Apps ยังมีค่อนข้างน้อย
  • ยังไม่รองรับภาษาไทย (พิมพ์ไทย)

 

สรุป

Portal from facebook ผมว่าเจ้าตัวนี้เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกต้องเดินทางบ่อย ๆ และถ้าต้องติดต่อกันผ่านทาง  Video Call ตัวนี้เหมาะมาก ๆ เลยครับ ด้วยเทคโนโลยี Smart Camera ที่จะคอยแพนกล้อง และปรับให้ทุกคนได้อยู่ในเฟรมอัตโนมัติ และ Smart Sound ที่จะคอยตัดเสียงรบกวน และขยายเสียงผู้ที่พูดเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามได้ยินอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย เช่น AR Effect, Story Mode โหมดเล่านิทานสุดน่ารัก, หรือจะฟังเพลง ดูรายการทีวี ดูคลิปจาก Facebook Watch ไปด้วยกันก็เพลิดเพลินไปอีกแบบครับ 

สำหรับวันนี้ผมคงต้องขอจบการรีวิวสั้น ๆ ไว้เพียงเท่านี้ ขอตัวไปลองใช้งานเจ้าตัวนี้แบบเต็ม ๆ ก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีก 

 

สำหรับใครอ่านรีวิวผมแล้ว ที่สนใจเป็นอยากได้เป็นเจ้าของ ทาง GROOV เรามีจำหน่ายครับ คลิกที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยครับ 

https://groov.store/products/portal-from-facebook?_pos=1&_sid=b3e426aa8&_ss=r

Read more

Facebook ได้เปิดตัว Portal และ Portal+ อุปกรณ์สนทนาทางไกลในรูปแบบวิดีโอ ถือเป็นอุปกรณ์ประจำบ้าน เหมาะกับการใช้งานร่วมกับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ด้วยเทคโนโลยี AI การเชื่อมต่อ Video Call จึงสะดวกขึ้น บวกกับหน้าจอแบบ Wide Screen ผู้ใช้งานจึงรู้สึกเสมือนว่าพบปะกับคู่สนทนาอยู่จริง ๆ



GROOV ได้นำเข้ามาจำหน่าย ผมจึงนำมาแกะกล่องรีวิวสั้น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เห็นกัน มาดูข้างในกล่องกันก่อนเลยครับ ว่ามีอะไรให้มาบ้าง


WHAT'S IN THE BOX

- Portal
- Camera Cover
- Power Cord
- Quick Starter Guide

 

SPECS

Display  : 10" 720p or 1280x800 (WXGA)

Camera : 12MP 140° DFOV

Wireless : Wi‑Fi (802.11a/b/g/n/ac) Dual band MIMO (2.4GHz and 5GHz)

Bluetooth : 4.2 technology

Microphone : 4-mic array (2 front, 2 rear) 360° pickup

Audio : 10w (2 full-range drivers)

Ambient Light Sensor :  Yes.

 

DESIGN

รูปร่างหน้าตาเป็นไปตามสมัยนิยม ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายกรอบรูป บริเวณขอบเครื่องมีความโค้งมนให้สัมผัสที่ดีมาก ส่วนฐานด้านล่างเป็นลำโพงเสตอริโอ วัสดุผลิตจากพลาสติกอย่างดี พื้นผิวด้าน

 

TECNOLOGY

Portal และ Portal+ ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งเสริมเข้าไป นั่นคือ Smart Camera และ Smart Sound ทั้งสองอย่างนี้จะเสริมให้ผู้ใช้งานสามารถสนทนาหากันได้อย่างสะดวก

Smart Sound จะมีหน้าที่ตัดเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นระหว่างการสนทนาและขยายเสียงของผู้ที่กำลังพูดอยู่ให้ชัดเจน เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามได้ยินเราอย่างชัดเจน

Smart Camera จะคอยจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน และแพนกล้องหรือซูมเข้าออกโดยอัตโนมัติตามความเหมาะสมของสถานการณ์เพื่อให้ทุกคนอยู่ในเฟรมด้วยกัน จากการทดสอบการแพนกล้องและซูมเข้า-ออก ทำได้ดีมาก ๆ ไหลลื่นมากไม่มีติดขัดเลยครับ ตรงนี้ผมชอบมากครับ รู้สึกแปลกใหม่ดี (กล้องมุมกว้าง 140 องศา ผมกางเขนออกยังไม่หลุดเฟรมเลยอะ)

 

VIDEO CALL

Portal สามารถโทรหาเพื่อน ๆ เราทุกคนบน Messenger ได้ ถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่ได้ใช้ Portal ก็ตาม การสนทนาก็จะเกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟนแทน แถมยังมีลูกเล่นเอฟเฟ็กต์ AR ต่าง ๆ ให้เราได้เลือกเล่นกับคู่สนทนาได้ มีอะไรบ้างมาดูกันครับ

​Story Time เป็นโหมดเล่านิทานให้คู่สนทนาฟัง โดยเจ้า Portal จะทำให้ผู้ที่เล่าเหมือนเข้าไปอยู่ในนิทานจริง ๆ ด้วยลูกเล่นน่ารัก ๆ และเอฟเฟ็กต์ AR ต่าง ๆ สำหรับโหมดนี้เหมาะกับครอบครับไว้เล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอน เป็นต้น (ในรูปผมลองเลือกเรื่อง "Three Little Pigs")

 

Effects สำหรับโหมดนี้ก็เป็นลูกเล่นที่เราคุ้นเคยบนหลาย ๆ Platform เช่น เปลี่ยนหน้าเราให้เป็นตัวการ์ตูน เพิ่มหนวด เพิ่มหูแมว ต่างๆ เหมือนบน Messenger เลยครับ

 

Shared Effects สำหรับโหมดนี้ก็เป็นเอฟเฟ็กต์ในการสนทนาเช่นกัน โดยคู่สนทนาของเราจำเป็นต้องใช้ Portal ด้วยครับ

Spotify สำหรับโหมดนี้เอาไว้เปิดเพลงฟังกับเพื่อน หรือคู่สนทนาของเรา โดยคู่สนทนาของเราจำเป็นต้องใช้ Portal ด้วยครับ

 

Portal Apps เป็นเหมือนแหล่งดาวโหลดแอปเพิ่มเติมของ Portal ปัจจุบันยังมีแอปให้ดาวโหลดน้อย มีแต่แอปหลัก ๆ ที่ต้องใช้งาน แต่จะถูกเพิ่มเข้ามาในอนาคตอย่างแน่นอนครับ

 

Browser เบราว์เซอร์ของ Portal หน้าตาคล้าย Chrome Browser การใช้งานผมลองทดสอบเข้าเว็บไซต์ที่มีโฆษณาเยอะ ๆ ดู ถือว่าสอบผ่านครับ ลื่นไหลไม่มีสะดุดเลย

 

การสั่งงานด้วยเสียงและ Alexa


เราสามารถเริ่มบนสนทนาได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับตัวเครื่องแม้แต่น้อย โดยเริ่มการ Video Call ด้วยคำสั่งง่าย ๆ แค่ “Hey Portal” และตามด้วยชื่อของผู้ที่ต้องการสนทนาด้วย นอกจากนี้แล้ว Facebook ยังใจดียัดเจ้า Alexa ผู้ช่วยอัจฉริยะมาในระบบให้ด้วย เราจึงสามารถออกคำสั่งได้มากกว่าการสั่ง Video Call โดยผู้ใช้งานสามารถขอให้ Portal รายงานผลกีฬา สภาพอากาศ หรือถามคำถามทั่วไปได้ เพียงเริ่มต้นประโยคว่า "Alexa.... เช่นเดียวกับการใช้งาน Amazon Alexa เลยครับ

ข้อดี

  • สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในการสนทนาแบบ Video Call
  • Story Mode โหมดเล่านิทาน ที่ผสานเทคโนโลยี AR ทำให้ผู้เล่า เหมือนเข้าไปอยู่นิทานด้วยเลย
  • Smart Camera และ Smart Sound ทำให้ Video Call สะดวกขึ้นมาก ๆ
  • Camera Cover หมดกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว
  • Alexa Built-In 

 

ข้อด้อย

  • ปัจจุบันแอปที่มีให้โหลดใน Portal Apps ยังมีค่อนข้างน้อย
  • ยังไม่รองรับภาษาไทย (พิมพ์ไทย)

 

สรุป

Portal from facebook ผมว่าเจ้าตัวนี้เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกต้องเดินทางบ่อย ๆ และถ้าต้องติดต่อกันผ่านทาง  Video Call ตัวนี้เหมาะมาก ๆ เลยครับ ด้วยเทคโนโลยี Smart Camera ที่จะคอยแพนกล้อง และปรับให้ทุกคนได้อยู่ในเฟรมอัตโนมัติ และ Smart Sound ที่จะคอยตัดเสียงรบกวน และขยายเสียงผู้ที่พูดเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามได้ยินอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย เช่น AR Effect, Story Mode โหมดเล่านิทานสุดน่ารัก, หรือจะฟังเพลง ดูรายการทีวี ดูคลิปจาก Facebook Watch ไปด้วยกันก็เพลิดเพลินไปอีกแบบครับ 

สำหรับวันนี้ผมคงต้องขอจบการรีวิวสั้น ๆ ไว้เพียงเท่านี้ ขอตัวไปลองใช้งานเจ้าตัวนี้แบบเต็ม ๆ ก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีก 

 

สำหรับใครอ่านรีวิวผมแล้ว ที่สนใจเป็นอยากได้เป็นเจ้าของ ทาง GROOV เรามีจำหน่ายครับ คลิกที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยครับ 

https://groov.store/products/portal-from-facebook?_pos=1&_sid=b3e426aa8&_ss=r

Read more


[Review] Upright GO - Posture Trainer

Posted by Natthakorn Yokyong on

วันนี้มีโอกาสได้ทดลองสินค้าใหม่ค่ะ นั่นคือเจ้า Upright GO มองเผินๆเหมือนอุปกรณ์ tracker ทั่วๆไป แต่ตัวนี้พิเศษ และแตกต่างกว่าอันอื่น ๆ  ด้านในมีอุปกรณ์ให้ ดังนี้

  • Upright GO
  • Travel Case
  • Micro USB Cable
  • Acohol Pad
  • 9 Reusable Silicone Adhesives
  • User Manual

ตัวอุปกรณ์ Upright GO จะมีกาวไฮโดรเจลมาให้ ซึ่งเป็นกาวที่ปลอดภัย ไม่ทำให้ระคายเคือง และแพ้ง่าย เพียงติดที่หลัง บริเวณกลางกระดูกสันหลังส่วนบน บริเวณต่ำกว่าท้ายทอย  เพื่อคอยตรวจจับ และสั่นเตือน “ท่านั่ง” ของเรา ขณะทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การอ่านหนังสือ การเดิน เป็นต้น

จุดประสงค์หลัก ๆ เลยก็คือ ช่วยให้ผู้ใช้นั้น มีการปรัปเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ทำให้เกิดการงอหลัง คอยช่วยเตือน และเก็บข้อมูลของเราในแต่ละวัน โดยการใช้งาน นั้นง่ายมาก เพียงแค่ download UPRIGHT GO app และทำการกด 1 ครั้งที่ตัวอุปกรณ์ มันก็จะทำการเชื่อมต่อกับ app เลยค่ะ

 

ภายใน app ก็จะโหมดให้เลือก ระหว่าง training หรือ tracking เราก็สามารถปรัปแต่งได้ตามต้องการเลยค่ะ และเราก็สามารถมาดูสถิติย้อนหลังได้

 

ในส่วนของโหมด training นั้น ผู้ใช้สามารถเปิดโหมดนี้ในระหว่างออกกำลังกายได้ด้วยค่ะ เพื่อคอยเตือนให้ท่าทางการยกเวทของเรา นั้นถูกต้อง หลังไม่งอ วิ่งแล้วหลังไม่งอ จุดนี้คือสะดวกมากๆค่ะ

 

สรุปผลการใช้งาน

ความรู้สึกที่ได้ใช้เองในตอนแรก ก็รู้สึกว่ามันดูเฉยๆ เหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่พอใช้ไปสักพัก และกลับมาดูสถิติของเรา ปรากฎว่ามีช่วงเวลาที่ “เผลองอหลัง” ไปเยอะมาก ๆ จนทำให้เปลี่ยนมาใช้โหมด training เพื่อช่วยปรัปเปลี่ยนท่าทาง แรก ๆ อาจจะรำคาญ เพราะมันจะสั่นตึ๊ ดๆ ที่หลังทุกครั้งที่เรางอหลังเลยค่ะ จนมันทำให้เรานั้นระวังท่านั่งมากขึ้น

 

รู้สึกว่าเป็น gadget ที่ดี และมีประโยชน์ #TeamGROOV รู้สึกว่า เรามั่นใจกับสินค้าชิ้นนี้ หลังจากได้ลองแล้วก็เลยตัดสินใจนำเข้ามาขายค่ะ ถ้าใครได้ลองแล้ว รู้สึกว่าพัฒนาท่าทางการนั่ง การเดิน ได้ถึงไหน มาพูดคุยกันได้นะคะ

 

สำหรับใครที่สนใจสั่งซื้อไปใช้งาน สามารถสั่งได้ที่นี่เลยค่ะ 

https://groov.store/products/upright-go-posture-trainer

 

#BuyfromGROOV  #UprightGO

Read more

[Review] Upright GO - Posture Trainer

Posted by Natthakorn Yokyong on

วันนี้มีโอกาสได้ทดลองสินค้าใหม่ค่ะ นั่นคือเจ้า Upright GO มองเผินๆเหมือนอุปกรณ์ tracker ทั่วๆไป แต่ตัวนี้พิเศษ และแตกต่างกว่าอันอื่น ๆ  ด้านในมีอุปกรณ์ให้ ดังนี้

  • Upright GO
  • Travel Case
  • Micro USB Cable
  • Acohol Pad
  • 9 Reusable Silicone Adhesives
  • User Manual

ตัวอุปกรณ์ Upright GO จะมีกาวไฮโดรเจลมาให้ ซึ่งเป็นกาวที่ปลอดภัย ไม่ทำให้ระคายเคือง และแพ้ง่าย เพียงติดที่หลัง บริเวณกลางกระดูกสันหลังส่วนบน บริเวณต่ำกว่าท้ายทอย  เพื่อคอยตรวจจับ และสั่นเตือน “ท่านั่ง” ของเรา ขณะทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การอ่านหนังสือ การเดิน เป็นต้น

จุดประสงค์หลัก ๆ เลยก็คือ ช่วยให้ผู้ใช้นั้น มีการปรัปเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ทำให้เกิดการงอหลัง คอยช่วยเตือน และเก็บข้อมูลของเราในแต่ละวัน โดยการใช้งาน นั้นง่ายมาก เพียงแค่ download UPRIGHT GO app และทำการกด 1 ครั้งที่ตัวอุปกรณ์ มันก็จะทำการเชื่อมต่อกับ app เลยค่ะ

 

ภายใน app ก็จะโหมดให้เลือก ระหว่าง training หรือ tracking เราก็สามารถปรัปแต่งได้ตามต้องการเลยค่ะ และเราก็สามารถมาดูสถิติย้อนหลังได้

 

ในส่วนของโหมด training นั้น ผู้ใช้สามารถเปิดโหมดนี้ในระหว่างออกกำลังกายได้ด้วยค่ะ เพื่อคอยเตือนให้ท่าทางการยกเวทของเรา นั้นถูกต้อง หลังไม่งอ วิ่งแล้วหลังไม่งอ จุดนี้คือสะดวกมากๆค่ะ

 

สรุปผลการใช้งาน

ความรู้สึกที่ได้ใช้เองในตอนแรก ก็รู้สึกว่ามันดูเฉยๆ เหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่พอใช้ไปสักพัก และกลับมาดูสถิติของเรา ปรากฎว่ามีช่วงเวลาที่ “เผลองอหลัง” ไปเยอะมาก ๆ จนทำให้เปลี่ยนมาใช้โหมด training เพื่อช่วยปรัปเปลี่ยนท่าทาง แรก ๆ อาจจะรำคาญ เพราะมันจะสั่นตึ๊ ดๆ ที่หลังทุกครั้งที่เรางอหลังเลยค่ะ จนมันทำให้เรานั้นระวังท่านั่งมากขึ้น

 

รู้สึกว่าเป็น gadget ที่ดี และมีประโยชน์ #TeamGROOV รู้สึกว่า เรามั่นใจกับสินค้าชิ้นนี้ หลังจากได้ลองแล้วก็เลยตัดสินใจนำเข้ามาขายค่ะ ถ้าใครได้ลองแล้ว รู้สึกว่าพัฒนาท่าทางการนั่ง การเดิน ได้ถึงไหน มาพูดคุยกันได้นะคะ

 

สำหรับใครที่สนใจสั่งซื้อไปใช้งาน สามารถสั่งได้ที่นี่เลยค่ะ 

https://groov.store/products/upright-go-posture-trainer

 

#BuyfromGROOV  #UprightGO

Read more


Mini Review : Kindle Paperwhite 2018

Posted by Jah Duenphen on

หลังจากที่ Kindle ไม่ได้ออกรุ่น Paperwhite มานาน ถึงเวลาที่ออกรุ่นมาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ โดยรุ่นใหม่นี้มีการ upgrade ใหญ่ๆคือ เป็นรุ่นที่กันน้ำ, น้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิม, มี Audio book เข้ามา โดยการฟังก็สามารถเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth และ battery ที่ใช้ได้ยาวนานขึ้น โดยการชาร์จ 1 ครั้ง สามารถใช้ได้ถึง 1 สัปดาห์เลยทีเดียว

จากที่ใช้เองมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์ช่วงปีใหม่ ค้นพบว่า ส่วนตัวแล้วรู้สึกชอบรุ่นนี้มากกว่ารุ่นเก่าเยอะเลยค่ะ หน้าตาของมันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่เพราะด้วยด้านหลัง ที่มีพื้นผิวสัมผัสเป็นลักษณะเหมือนยาง ทำให้การจับอ่าน ไม่หลุดมือง่ายๆ ใครที่ใช้รุ่นเก่าอยู่จะทราบดีเลยค่ะว่า ด้วยความที่เป็นพลาสติก นั้นทำให้ลื่นหลุดจากมือค่อนข้างง่ายมาก โดยรุ่นใหม่นี้ ตัดปัญหานี้ออกไปเลยค่ะ และน้ำหนักที่เบาขึ้น และบางลงนั้น ทำให้การถืออ่าน หรือการพกติดกระเป๋าข้างนอกนนั้น ทำได้สะดวกมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

ส่วนการ download หนังสือ ก็สามารถทำการซื้อผ่าน Amazon.com ได้เลย หรือถ้าเรามี e-book ที่เป็น .pdf file ที่ต้องการนำไปอ่าน ก็สามารถส่ง email เข้าไปที่ Amazon account ของเราได้ ตัวเครื่องก็จะโชว์เอกสารนั้นหลังจากที่ได้รับไฟล์ทันที

 

สรุปโดยรวมแล้ว สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นอ่านหนังสือ หรือ ต้องการอ่านหนังสือโดยที่ไม่ต้องแบกหนังสือเยอะๆนั้น และต้องการถนอมสายตา หรือเว้นว่างจากการเล่น smartphone ตัวนี้ตอบโจทย์ทั้งหมดเลยค่ะ 
ใครสนใจสั่งซื้อได้ที่ GROOV.store ได้เลยค่ะ 

 

Read more

Mini Review : Kindle Paperwhite 2018

Posted by Jah Duenphen on

หลังจากที่ Kindle ไม่ได้ออกรุ่น Paperwhite มานาน ถึงเวลาที่ออกรุ่นมาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ โดยรุ่นใหม่นี้มีการ upgrade ใหญ่ๆคือ เป็นรุ่นที่กันน้ำ, น้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิม, มี Audio book เข้ามา โดยการฟังก็สามารถเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth และ battery ที่ใช้ได้ยาวนานขึ้น โดยการชาร์จ 1 ครั้ง สามารถใช้ได้ถึง 1 สัปดาห์เลยทีเดียว

จากที่ใช้เองมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์ช่วงปีใหม่ ค้นพบว่า ส่วนตัวแล้วรู้สึกชอบรุ่นนี้มากกว่ารุ่นเก่าเยอะเลยค่ะ หน้าตาของมันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่เพราะด้วยด้านหลัง ที่มีพื้นผิวสัมผัสเป็นลักษณะเหมือนยาง ทำให้การจับอ่าน ไม่หลุดมือง่ายๆ ใครที่ใช้รุ่นเก่าอยู่จะทราบดีเลยค่ะว่า ด้วยความที่เป็นพลาสติก นั้นทำให้ลื่นหลุดจากมือค่อนข้างง่ายมาก โดยรุ่นใหม่นี้ ตัดปัญหานี้ออกไปเลยค่ะ และน้ำหนักที่เบาขึ้น และบางลงนั้น ทำให้การถืออ่าน หรือการพกติดกระเป๋าข้างนอกนนั้น ทำได้สะดวกมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

ส่วนการ download หนังสือ ก็สามารถทำการซื้อผ่าน Amazon.com ได้เลย หรือถ้าเรามี e-book ที่เป็น .pdf file ที่ต้องการนำไปอ่าน ก็สามารถส่ง email เข้าไปที่ Amazon account ของเราได้ ตัวเครื่องก็จะโชว์เอกสารนั้นหลังจากที่ได้รับไฟล์ทันที

 

สรุปโดยรวมแล้ว สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นอ่านหนังสือ หรือ ต้องการอ่านหนังสือโดยที่ไม่ต้องแบกหนังสือเยอะๆนั้น และต้องการถนอมสายตา หรือเว้นว่างจากการเล่น smartphone ตัวนี้ตอบโจทย์ทั้งหมดเลยค่ะ 
ใครสนใจสั่งซื้อได้ที่ GROOV.store ได้เลยค่ะ 

 

Read more


ฝากข่าวครับ! ซอฟต์แวร์จาก Spectrasonics รอบใหม่เข้ามาแล้ว!

Posted by Weerawat Weeraprasertsak on

ซอฟต์แวร์จาก Spectrasonics รอบใหม่เข้ามาแล้ว (GROOV เป็นตัวแทนจำหน่าย Spectrasonics ในประเทศไทย)

รอบนี้มี 

1. Omnisphere 2.5 ราคา 16990 บาท ตัวนี้เป็นซอฟต์แวร์เสียงดี อลังการมาก import audio ได้ด้วย อัพเดทล่าสุด ใช้เล่นกับฮาร์ดแวร์ซินได้หลายรุ่น

 

2. Trilian 9990 บาท เสียงเบสหนาๆ มีครบทุกสาย

 

3. Keyscape 12990 บาท เสียงเปียโนที่เพราะมากๆ 

 

ใครมีทั้ง 3 ตัว สามารถเล่นข้าม library บน omnisphere ได้เลย

 

ทั้งหมดนี้ราคาเท่า USA หรืออาจถูกกว่านิดหน่อย แต่พิเศษเราลดเพิ่มให้อีกครับ

 

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://groov.store/collections/music-studio เลยครับ 

 

เพิ่ม: หนังสือ Patch & Tweak พร้อมส่ง สั่งซื้อได้ที่ https://groov.store/products/patch-tweak-exploring-modular-synthesis

 

Read more

ซอฟต์แวร์จาก Spectrasonics รอบใหม่เข้ามาแล้ว (GROOV เป็นตัวแทนจำหน่าย Spectrasonics ในประเทศไทย)

รอบนี้มี 

1. Omnisphere 2.5 ราคา 16990 บาท ตัวนี้เป็นซอฟต์แวร์เสียงดี อลังการมาก import audio ได้ด้วย อัพเดทล่าสุด ใช้เล่นกับฮาร์ดแวร์ซินได้หลายรุ่น

 

2. Trilian 9990 บาท เสียงเบสหนาๆ มีครบทุกสาย

 

3. Keyscape 12990 บาท เสียงเปียโนที่เพราะมากๆ 

 

ใครมีทั้ง 3 ตัว สามารถเล่นข้าม library บน omnisphere ได้เลย

 

ทั้งหมดนี้ราคาเท่า USA หรืออาจถูกกว่านิดหน่อย แต่พิเศษเราลดเพิ่มให้อีกครับ

 

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://groov.store/collections/music-studio เลยครับ 

 

เพิ่ม: หนังสือ Patch & Tweak พร้อมส่ง สั่งซื้อได้ที่ https://groov.store/products/patch-tweak-exploring-modular-synthesis

 

Read more