News

Use this section to provide a description of your blog.

Mini Review: Ring, Video Doorbell

Posted by Jah Duenphen

Doorbell ที่มีฟังก์ชั่นมากมายให้ใช้ ติดตั้งง่ายๆ เพียงแค่โหลดแอพพลิเคชั่น ring (ใช้ได้ทั้ง iOS, Android, Windows Store) เสร็จแล้วทำตามขั้นตอน และนำไปติดตั้งเท่านั้น!

ข้อดีของมันคือ มันสามารถบันทึกภาพขนาด 720p (ตอนกลางคืนก็ได้) แบบอัตโนมัติ เพราะในตัว ring นี้มี motion sensor ที่สามารถตั้งค่าได้ว่า จะให้มันจับการเคลื่อนไหวที่ระยะไกล-ใกล้แค่ไหน
Two-Way Talk อย่างที่ GROOV Office จะมีคนมาส่งของตลอด บางทีไม่มีใครอยู่ เพียงแค่คนส่งของกดกริ๊ง มันจะเตือนเข้ามือถือ และเราสามารถสื่อสารกับคนที่ยืนรออยู่ได้เลย หรือแม้แต่ แค่มีคนมายืนค้างอยู่ที่หน้าประตูนานๆ ก็จะมีการเตือนเข้ามาที่มือถือ และเราสามารถกด Live view เพื่อสื่อสารได้ก่อนที่คนจะกดกริ๊งเรียกเราก็ได้ด้วย!
Certified for outdoor usage จะสามารถติดตั้งนอกอาคารได้ เป็น weather-resistant คือป้องกัน ฝน, อากาศร้อน หรือ หิมะ(ซึ่งเมืองไทยไม่มี)สรุปจากที่ลองใช้งานมาได้ประมาณ 3 วัน ก็พบการใช้งานดีเกินคาด คือใครเดินผ่านในระยะที่เราต้องการ มันเก็บวิดิโอไว้หมด (ถ้าหากรำคาญในการเตือน motion sensor ก็สามารถไปปิดได้ มันก็จะไม่เตือน แต่ก็ยังบันทึกไว้อยู่) เหมือนกลายเป็นกล้องวงจรปิดเล็กๆ
หากใครผ่านมาที่ GROOV Office แล้วไม่เจอเรา ก็กดเรียกได้เลยค่ะ 😂

Read more

Doorbell ที่มีฟังก์ชั่นมากมายให้ใช้ ติดตั้งง่ายๆ เพียงแค่โหลดแอพพลิเคชั่น ring (ใช้ได้ทั้ง iOS, Android, Windows Store) เสร็จแล้วทำตามขั้นตอน และนำไปติดตั้งเท่านั้น!

ข้อดีของมันคือ มันสามารถบันทึกภาพขนาด 720p (ตอนกลางคืนก็ได้) แบบอัตโนมัติ เพราะในตัว ring นี้มี motion sensor ที่สามารถตั้งค่าได้ว่า จะให้มันจับการเคลื่อนไหวที่ระยะไกล-ใกล้แค่ไหน
Two-Way Talk อย่างที่ GROOV Office จะมีคนมาส่งของตลอด บางทีไม่มีใครอยู่ เพียงแค่คนส่งของกดกริ๊ง มันจะเตือนเข้ามือถือ และเราสามารถสื่อสารกับคนที่ยืนรออยู่ได้เลย หรือแม้แต่ แค่มีคนมายืนค้างอยู่ที่หน้าประตูนานๆ ก็จะมีการเตือนเข้ามาที่มือถือ และเราสามารถกด Live view เพื่อสื่อสารได้ก่อนที่คนจะกดกริ๊งเรียกเราก็ได้ด้วย!
Certified for outdoor usage จะสามารถติดตั้งนอกอาคารได้ เป็น weather-resistant คือป้องกัน ฝน, อากาศร้อน หรือ หิมะ(ซึ่งเมืองไทยไม่มี)สรุปจากที่ลองใช้งานมาได้ประมาณ 3 วัน ก็พบการใช้งานดีเกินคาด คือใครเดินผ่านในระยะที่เราต้องการ มันเก็บวิดิโอไว้หมด (ถ้าหากรำคาญในการเตือน motion sensor ก็สามารถไปปิดได้ มันก็จะไม่เตือน แต่ก็ยังบันทึกไว้อยู่) เหมือนกลายเป็นกล้องวงจรปิดเล็กๆ
หากใครผ่านมาที่ GROOV Office แล้วไม่เจอเรา ก็กดเรียกได้เลยค่ะ 😂

Read more

Mini Review : Google Home Mini

Posted by Natthakorn Yokyong

Home Automation ที่ติดตั้งง่าย เพียงแค่มี Google Account และ Smartphone ที่ดาวน์โหลด Google Home App เตรียมไว้ 

 

ส่วนในเรื่องของการใช้งานนั้น ง่ายมาก ๆ ส่วนนึงเพราะมันมีระบบจดจำเสียง ที่จะให้เราตั้งค่ามัน ด้วยการพูดว่า “Ok Google” กับ “Hey, Google” (เทคนิคนี้เหมือนกับ Hey, Siri) เลยทำให้เมื่อเราพูดปุ๊ป มันจะจำเสียงเราได้ และตอบสนองทันที 

 

และเมื่อเราถามถึงสภาพอากาศ และการจราจรในกรุงเทพ Google Home Mini ก็สามารถตอบสนองสภาพอากาศและการจราจร โดยที่มันจะดึงข้อมูลจาก default location ทำให้การถามสภาพอากาศ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นเมืองไหน ประเทศไหนเลย ทำให้ในส่วนนี้จะดีกว่า Amazon Echo Dot (หรือรุ่นอื่นๆในตระกูล Alexa) อยู่มาก 

ตัวอย่างที่ลองถามข้อมูลคร่าวๆก็จะมี ถามถึง Starbucks สาขาที่ใกล้ที่สุด, ถามว่าจากบ้านไปสยามใช้เวลาแค่ไหน, ถามถึงข่าวสารและข้อมูลทั่วๆไป, ถามเรื่องการแปลภาษาต่างๆ ซึ่งทำได้ดี และเร็ว, ถามถึงราคาค่าเงินต่างๆ รวมถึง Bitcoin ก็สะดวกที่ Google Assistant แปลงเป็นค่าเงินไทยบาทให้เลย สะดวกดี, คร่าวๆก็ลองเล่นไปประมาณนี้ค่ะ 

อีกอย่างที่ชอบมากคือ ระบบที่สามารถเชื่อมต่อกับ Spotify เพียงแค่ใช้คำสั่ง “Hey, Google. Play some music” แค่นี้ระบบก็จะ random เพลงใน playlist ที่เรามี และที่เราสนใจมาเปิดให้ฟัง แต่ข้อเสียของมันคือ ถ้าเปิดเพลงดังไป แล้วเราจะสั่งให้มันหยุด มันจะไม่ได้ยินเสียงเรา ทำให้ต้องเข้าไปใน Google Home App แล้วเลือก stop casting เอง หากรีบ ๆ อยู่ก็จะวุ่นวายนิดนึง

สรุปแล้วคิดว่า Google Home Mini จะเหมาะกับการใช้งานในประเทศไทยมากกว่า เพราะความสะดวกในการติดตั้ง ทั้งติดตั้ง app รวมถึงการตั้งค่าก็ง่ายดาย และราคาไม่แพงมากนัก ภาษาไม่จำเป็นต้องเป๊ะมากก็เข้าใจกันได้ง่ายๆ 

หากใครกำลังมองหา Home Automation ราคาย่อมเยา ใช้งานง่าย #TeamGROOV แนะนำเป็นเจ้า Google Home Mini ตัวนี้เลยค่ะ 

Read more

Home Automation ที่ติดตั้งง่าย เพียงแค่มี Google Account และ Smartphone ที่ดาวน์โหลด Google Home App เตรียมไว้ 

 

ส่วนในเรื่องของการใช้งานนั้น ง่ายมาก ๆ ส่วนนึงเพราะมันมีระบบจดจำเสียง ที่จะให้เราตั้งค่ามัน ด้วยการพูดว่า “Ok Google” กับ “Hey, Google” (เทคนิคนี้เหมือนกับ Hey, Siri) เลยทำให้เมื่อเราพูดปุ๊ป มันจะจำเสียงเราได้ และตอบสนองทันที 

 

และเมื่อเราถามถึงสภาพอากาศ และการจราจรในกรุงเทพ Google Home Mini ก็สามารถตอบสนองสภาพอากาศและการจราจร โดยที่มันจะดึงข้อมูลจาก default location ทำให้การถามสภาพอากาศ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นเมืองไหน ประเทศไหนเลย ทำให้ในส่วนนี้จะดีกว่า Amazon Echo Dot (หรือรุ่นอื่นๆในตระกูล Alexa) อยู่มาก 

ตัวอย่างที่ลองถามข้อมูลคร่าวๆก็จะมี ถามถึง Starbucks สาขาที่ใกล้ที่สุด, ถามว่าจากบ้านไปสยามใช้เวลาแค่ไหน, ถามถึงข่าวสารและข้อมูลทั่วๆไป, ถามเรื่องการแปลภาษาต่างๆ ซึ่งทำได้ดี และเร็ว, ถามถึงราคาค่าเงินต่างๆ รวมถึง Bitcoin ก็สะดวกที่ Google Assistant แปลงเป็นค่าเงินไทยบาทให้เลย สะดวกดี, คร่าวๆก็ลองเล่นไปประมาณนี้ค่ะ 

อีกอย่างที่ชอบมากคือ ระบบที่สามารถเชื่อมต่อกับ Spotify เพียงแค่ใช้คำสั่ง “Hey, Google. Play some music” แค่นี้ระบบก็จะ random เพลงใน playlist ที่เรามี และที่เราสนใจมาเปิดให้ฟัง แต่ข้อเสียของมันคือ ถ้าเปิดเพลงดังไป แล้วเราจะสั่งให้มันหยุด มันจะไม่ได้ยินเสียงเรา ทำให้ต้องเข้าไปใน Google Home App แล้วเลือก stop casting เอง หากรีบ ๆ อยู่ก็จะวุ่นวายนิดนึง

สรุปแล้วคิดว่า Google Home Mini จะเหมาะกับการใช้งานในประเทศไทยมากกว่า เพราะความสะดวกในการติดตั้ง ทั้งติดตั้ง app รวมถึงการตั้งค่าก็ง่ายดาย และราคาไม่แพงมากนัก ภาษาไม่จำเป็นต้องเป๊ะมากก็เข้าใจกันได้ง่ายๆ 

หากใครกำลังมองหา Home Automation ราคาย่อมเยา ใช้งานง่าย #TeamGROOV แนะนำเป็นเจ้า Google Home Mini ตัวนี้เลยค่ะ 

Read more

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมค่อนข้างผิดหวังกับ BTC หรือเงิน Bitcoin พอควร เพราะตอนที่มันราคาดีผมพยายามจะส่งเงินกลับมาขาย ตอนเลือก Transaction ผมเลือก Fee ที่ต่ำกว่าตลาด ด้วยความที่ยังไม่เข้าใจ เพราะแอพ Wallet บอกว่าถ้าใช้ Fee นี้ (ประมาณ 200 บาท ณ​ ค่าเงินตอนนั้น) คือมากกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้าต้องการความรีบด่วนให้ใช้ Fee ประมาณ 250-300 บาท ซึ่งสูงจนน่าตกใจ ผมคิดว่าชั่วโมงกว่า ๆ หรือไม่เกิน 3 ชั่วโมงรอได้ เลยเลือกแบบประหยัดไป ผลคือช่วงนั้นต้องรอถึง 3 วันเต็มกว่าที่เงินจะส่งเข้าจริง ๆ ซึ่งถึงตอนนั้นราคาตกต่ำไป 20 กว่า % โชคดีเป็นจังหวะที่ Rebound ขึ้นมาหน่อยจึงไม่ขาดทุน

 

บทเรียน Transaction ของ BTC นั้นทำผมเข็ดมาก หลังจากปล่อยขายไป จึงไม่ได้กลับไปซื้อใหม่ ทั้งที่จริงก็รู้ว่าในฐานะ Cryptocurrency เบอร์หนึ่งนี่ ยังไงราคาของมันก็ยังมาก่อน แต่ธรรมชาติผมเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่นักลงทุน เลยต้องการสกุลเงินที่ใช้งานได้จริง มิใช่เพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว

 

พอมองหาเงิน Crypto ตัวใหม่ที่อยากถือ จึงมาลงที่ Ripple ไม่ใช่ Ethereum ที่เป็นเบอร์สอง เหตุผลหลัก ๆ เลยคือราคายังดูดี แม้จะขึ้นมาจนถึง 7 บาทกว่า ๆ ต่อ 1 XRP (Ripple) และการที่มันออกแบบมาเพื่อให้สถาบันการเงินออกมาใช้งานจริงในการโอนเงินระหว่างกัน ผมคิดว่านี่คือ Solution ที่เหมาะสม หากจะใช้งานจริง ๆ ในธุรกิจ

 

ส่วน Ethereum แม้แนวคิดน่าสนใจมาก ตรงการเปิดให้ทำ Distributed Application ได้ แต่แนวคิดเบื้องต้นคือคล้าย BTC แต่ทำอะไรได้มากกว่า ผมจะศึกษามันในแง่การใช้งานต่อ ๆ ไป แต่ในฐานะเงินผมขอเลือก Ripple ไปก่อนครับ ตัว Ripple เองมีการ Promise ว่าโอนเร็วมาก ค่า Fee ต่ำ สังเกตจากภาพนะครับ คือราคาต่ำกว่า 1 สตางค์เสียอีก ณ​ เรทนี้ ยิ้มเลย จะโอนเท่าไรก็ได้ โอน 100 ครั้งยังไม่เท่า 1 บาท ซึ่งเงิน 1 บาทปัจจุบันแทบทำอะไรไม่ได้ ค่าธรรมเนียมเท่านี้ยิ้มเลย

หากไม่ต่อเข้าคอมพิวเตอร์ก็เข้าไปดูเงินหรือใช้จ่ายไม่ได้เลย เหตุผลหลักของ Hardware Wallet ว่าทำไมต้องมี

หากไม่ต่อเข้าคอมพิวเตอร์ก็เข้าไปดูเงินหรือใช้จ่ายไม่ได้เลย เหตุผลหลักของ Hardware Wallet ว่าทำไมต้องมี


การใช้ร่วมกับ Ledger Nano S จะมีความคล้าย Wallet อื่นๆ เพียงแต่คุณต้องต่อมันเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อจัดการรับส่งได้ โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งเงินที่ต้องกด Approve จากฮาร์ดแวร์เท่านั้น ถึงทำได้ ก็จะช่วยให้เงินเรามีความปลอดภัยจาก Hacker สูงขึ้นอีกระดับครับ

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า Ledger Nano S ไม่ได้เก็บเงินไว้ที่ตัวเอง แต่เงินจริง ๆ มันถูกเก็บไว้ใน Blockchains หรือ Network of Computer ที่ดูแลเงินสกุลนั้น ๆ อยู่ ดังนั้นหากมันหายไป เงินเรายังไม่หายไป เราสามารถ Recover เงินกลับมาใหม่ได้ด้วย Pass Phrase 24 คำ ที่ระบบได้ Generate ขึ้นมาตั้งแต่ตอน Setup


ทีนี้ใครอยากจะใช้มันเก็บ BTC หรือ ETH หรือ XRP และอีกมากที่ Ledger Nano S รองรับ ก็ทำได้สบาย ตัวมันยังมีประโยชน์อีกอย่างคือทำหน้าที่เป็น Fido U2F ได้ด้วย อธิบายง่าย ๆ คือใช้ Login Facebook หรือ Gmail หรือแอพใด ๆ ที่ลองรับ เพื่อป้องกันความปลอดภัยขั้นสุด ไม่ให้ใครมา Login ได้ ถ้าไม่มีกุญแจตัวนี้  ดังนั้นแล้วซื้อหนึ่งจึงได้ถึงสองครับ

หากสนใจซื้อเงินสกุล Ripple เพื่อใช้งานหรือเพื่อลงทุน ซื้อที่ bx.in.th ​

Read more

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมค่อนข้างผิดหวังกับ BTC หรือเงิน Bitcoin พอควร เพราะตอนที่มันราคาดีผมพยายามจะส่งเงินกลับมาขาย ตอนเลือก Transaction ผมเลือก Fee ที่ต่ำกว่าตลาด ด้วยความที่ยังไม่เข้าใจ เพราะแอพ Wallet บอกว่าถ้าใช้ Fee นี้ (ประมาณ 200 บาท ณ​ ค่าเงินตอนนั้น) คือมากกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้าต้องการความรีบด่วนให้ใช้ Fee ประมาณ 250-300 บาท ซึ่งสูงจนน่าตกใจ ผมคิดว่าชั่วโมงกว่า ๆ หรือไม่เกิน 3 ชั่วโมงรอได้ เลยเลือกแบบประหยัดไป ผลคือช่วงนั้นต้องรอถึง 3 วันเต็มกว่าที่เงินจะส่งเข้าจริง ๆ ซึ่งถึงตอนนั้นราคาตกต่ำไป 20 กว่า % โชคดีเป็นจังหวะที่ Rebound ขึ้นมาหน่อยจึงไม่ขาดทุน

 

บทเรียน Transaction ของ BTC นั้นทำผมเข็ดมาก หลังจากปล่อยขายไป จึงไม่ได้กลับไปซื้อใหม่ ทั้งที่จริงก็รู้ว่าในฐานะ Cryptocurrency เบอร์หนึ่งนี่ ยังไงราคาของมันก็ยังมาก่อน แต่ธรรมชาติผมเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่นักลงทุน เลยต้องการสกุลเงินที่ใช้งานได้จริง มิใช่เพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว

 

พอมองหาเงิน Crypto ตัวใหม่ที่อยากถือ จึงมาลงที่ Ripple ไม่ใช่ Ethereum ที่เป็นเบอร์สอง เหตุผลหลัก ๆ เลยคือราคายังดูดี แม้จะขึ้นมาจนถึง 7 บาทกว่า ๆ ต่อ 1 XRP (Ripple) และการที่มันออกแบบมาเพื่อให้สถาบันการเงินออกมาใช้งานจริงในการโอนเงินระหว่างกัน ผมคิดว่านี่คือ Solution ที่เหมาะสม หากจะใช้งานจริง ๆ ในธุรกิจ

 

ส่วน Ethereum แม้แนวคิดน่าสนใจมาก ตรงการเปิดให้ทำ Distributed Application ได้ แต่แนวคิดเบื้องต้นคือคล้าย BTC แต่ทำอะไรได้มากกว่า ผมจะศึกษามันในแง่การใช้งานต่อ ๆ ไป แต่ในฐานะเงินผมขอเลือก Ripple ไปก่อนครับ ตัว Ripple เองมีการ Promise ว่าโอนเร็วมาก ค่า Fee ต่ำ สังเกตจากภาพนะครับ คือราคาต่ำกว่า 1 สตางค์เสียอีก ณ​ เรทนี้ ยิ้มเลย จะโอนเท่าไรก็ได้ โอน 100 ครั้งยังไม่เท่า 1 บาท ซึ่งเงิน 1 บาทปัจจุบันแทบทำอะไรไม่ได้ ค่าธรรมเนียมเท่านี้ยิ้มเลย

หากไม่ต่อเข้าคอมพิวเตอร์ก็เข้าไปดูเงินหรือใช้จ่ายไม่ได้เลย เหตุผลหลักของ Hardware Wallet ว่าทำไมต้องมี

หากไม่ต่อเข้าคอมพิวเตอร์ก็เข้าไปดูเงินหรือใช้จ่ายไม่ได้เลย เหตุผลหลักของ Hardware Wallet ว่าทำไมต้องมี


การใช้ร่วมกับ Ledger Nano S จะมีความคล้าย Wallet อื่นๆ เพียงแต่คุณต้องต่อมันเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อจัดการรับส่งได้ โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งเงินที่ต้องกด Approve จากฮาร์ดแวร์เท่านั้น ถึงทำได้ ก็จะช่วยให้เงินเรามีความปลอดภัยจาก Hacker สูงขึ้นอีกระดับครับ

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า Ledger Nano S ไม่ได้เก็บเงินไว้ที่ตัวเอง แต่เงินจริง ๆ มันถูกเก็บไว้ใน Blockchains หรือ Network of Computer ที่ดูแลเงินสกุลนั้น ๆ อยู่ ดังนั้นหากมันหายไป เงินเรายังไม่หายไป เราสามารถ Recover เงินกลับมาใหม่ได้ด้วย Pass Phrase 24 คำ ที่ระบบได้ Generate ขึ้นมาตั้งแต่ตอน Setup


ทีนี้ใครอยากจะใช้มันเก็บ BTC หรือ ETH หรือ XRP และอีกมากที่ Ledger Nano S รองรับ ก็ทำได้สบาย ตัวมันยังมีประโยชน์อีกอย่างคือทำหน้าที่เป็น Fido U2F ได้ด้วย อธิบายง่าย ๆ คือใช้ Login Facebook หรือ Gmail หรือแอพใด ๆ ที่ลองรับ เพื่อป้องกันความปลอดภัยขั้นสุด ไม่ให้ใครมา Login ได้ ถ้าไม่มีกุญแจตัวนี้  ดังนั้นแล้วซื้อหนึ่งจึงได้ถึงสองครับ

หากสนใจซื้อเงินสกุล Ripple เพื่อใช้งานหรือเพื่อลงทุน ซื้อที่ bx.in.th ​

Read more

Mini Review : การใช้งาน Chromecast 3rd Gen

Posted by Natthakorn Yokyong

ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นที่ 2 ทางกูเกิ้ลได้เปิดตัว Chromecast 3rd Gen (2018) เเละผมก็มีโอกาสนำมาลองทดสอบดู มาเริ่มจากแกะกล่องดูอุปกรณ์ข้างในกันเลยครับ ก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้

- Chromecast 3rd Gen


- Adapter


- Micro USB


- User Guide

DESIGN

มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกใหม่ให้มีความโค้งมนมากขึ้น และมีผิวสัมผัสด้าน ให้สัมผัสที่ดีมาก ดูพรีเมี่ยมมาก ๆ ครับ และมีการสลักโลโก้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ  ‘’G’’ บริเวณตรงกลาง ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของ Google ด้านข้างมีปุ่ม 1 อันไว้กดรีเซ็ทอุปกรณ์ 
และมีไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน 

สิ่งที่ปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้า

- Gen 3 ชิปประมวลผลทำงานไวขึ้น 15%


- Gen 3 รองรับความระเอียด 1080P 60fps  / Gen 2 1080P 30fps

 

SET UP / การตั้งค่าใช้งานครั้งเเรก

การตั้งค่าสำหรับการใช้งานครั้งเเรกก็ง่ายมาก ๆ ครับ เพียงเสียบตัว Chromecast 3 เข้ากับพอร์ท HDMI ด้านหลังทีวี และเสียบสาย USB เพื่อต่อไฟเลี้ยง รอจนกว่าจะขึ้นหน้าจอ Set Up

 

 

จากนั้นเข้าแอป Google Home จากสมาร์ทโฟน ดาวโหลดได้จาก Play Store หรือ App Store และทำตามขั้นตอนที่แอปแนะนำไปเรื่อย ๆ จนเสร็จ
 เท่านี้เจ้า Chromecast 3 ก็พร้อมใช้งานแล้วครับ หน้าตาตอนแสตนด์บาย พร้อมใช้งานก็จะมีรูปสวย ๆ จากทั่วทุกมุมโลกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ให้เราได้ดูแบบนี้ครับ

 

PERFORMANCE

ทางกูเกิ้ลเคลมไว้ว่า Gen 3 ทำงานไวขึ้น 15% ส่วนตัวผมยังไม่เคยใช้ Gen 2 แต่ได้ลองตัวนี้ครั้งเเรก ต้อง
บอกเลยว่ามันทำงานไวมาก ตอบสนองไวมากครับ สั่งได้ดั่งใจ ไม่ทำให้อารมณ์เสียเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไวในการเเคส กดปุ๊ปมาปั๊บเลยครับ ภาพคมชัด สีสันสดใส ไหลลื่นไม่มีกระตุกเลย รองรับการเเคสคอนเทนท์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Netflix, Spotify, Facebook Video, AIS Play, True ID, VIU แชร์รูปถ่ายขึ้นหน้าจอทีวีผ่าน Google Photos

 

การทำ Screen Mirroring (Android) ก็ทำได้เช่นกันครับ เรียกได้ว่าการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน Android นั้นทำได้ 100% เลยทีเดียว ส่วนการใช้งานกับสมาร์ทโฟนฝั่ง iOS นั้นอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือไม่สามารถทำ Screen Mirroring ได้โดยตรง (ต้องโหลดแอปเพิ่มเติม และอาจมีค่าบริการเพิ่มเติมครับ)  ส่วนการแคสคอนเทนท์ต่าง ๆ จาก PC ทำได้โดยผ่าน Chrome Browser ครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอนสั่งเล่น Spotify จากสมาร์ทโฟนครับ

ข้อดี

- เปลี่ยนทีวีธรรมดาให้สมาร์ทยิ่งขึ้น


- ขนาดเล็ก และน้ำหนักเบามาก


- การติดตั้งและ Set Up ครั้งแรกค่อนข้างง่าย และไม่ซับซ้อน


- การแคสคอนเทนท์ต่างๆทำได้รวดเร็ว

- สามารถใช้ไวไฟที่ปล่อยจากสมาร์ทโฟนอีกเครื่องได้

- สามารถต่อไฟเลี้ยงจากช่อง USB ของทีวีได้


- รองรับการทำงานร่วมกับ Google Home Mini, Google Home

, Google Home Hub

 

 

ข้อด้อย

- ไม่รองรับการทำ Screen Miroring กับระบบ iOS (ต้องโหลดแอปเพิ่ม และอาจมีค่าบริการเพิ่มเติม)

- ตัวอุปกรณ์ค่อนข้างร้อน ควรเว้นช่องว่างด้านหลังทีวี เพื่อให้มีการระบายอากาศได้ดีครับ 

สรุป

Chromecast เหมาะสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนทีวีธรรมดา ให้เป็นสมาร์ททีวี ชอบดู Youtube, Netflix และฟังเพลงผ่าน Spotify เนื่องจากการใช้งานค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน ส่วนคนที่มีสมาร์ททีวีอยู่แล้ว ซึ่งในบางรุ่นจะมีแอป Youtube, Netflix, Spotify มาให้ในตัว ก็ต้องถามตัวเอง ว่าคุณต้องการประสบการณ์การใช้งานแบบไหนครับ

การใช้งานร่วมกับ Google Home Mini, Google Home เป็นอะไรที่ลงตัวที่สุดแล้วครับ คุณสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้เลย เช่น สั่งเปิด-ปิดทีวี, สั่งเปิดเพลงผ่าน Spotify, สั่งให้เล่นหนังจาก Netflix หรือ Youtube ทั้งหมดนี้จะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นมาก ๆ เเละทำให้การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่น่าเบื่อเหมือนยุคก่อน ๆ เลยครับ

 

 

สำหรับใครที่สนใจ Chromecast 3rd Gen ก็สามารถสั่งกับเราได้เลยครับ เรามีสินค้าพร้อมส่ง 

สั่งซื้อได้ที่นี่ / Buy Now : https://groov.store/products/google-chromecast-3

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Chromecast 3rd Gen

Q : สินค้าเป็นของเเท้หรือไม่


A : เป็นสินค้าของเเท้ 100% นำเข้าจาก US โดยร้านเรานำเข้ามาจำหน่าย และมีใบอนุญาต.  

จาก กสทช อย่างถูกต้องครับ

 

Q : สามารถใช้งานกับ iPhone ได้หรือไม่


A : สามารถใช้ได้ครับ แต่จะไม่รองรับการทำ Screen Mirroring โดยตรงแบบระบบ Android

 

Q : สามารถต่อไวไฟจากมือถือได้หรือไม่


A : สามารถต่อได้ครับ โดยการใช้สมาร์ทโฟน 2 เครื่อง เครื่องนึงปล่อยไวไฟ และนำอีกเครื่องนึงมาต่อไวไฟจากเครื่องแรก และทำการตั้งค่าการใช้งานผ่านแอป Google Home 


 

Q : มีเมนูภาษาไทยหรือไม่


A : Chromecast จะแสดงข้อมูลเป็นภาษาตามสมาร์ทโฟนที่เราใช้ตั้งค่าครับ 

 

Q : Chromecast 3rd Gen ใช้งานกับ Projector ได้หรือไม่

A : สามารถใช้ได้  เพียงแค่มีพอร์ท  HDMI ครับ

 

Q : Chromecast 3rd Gen กับ  Chromecast Ultra 4K ต่างกันอย่างไร

A : CC3 รองรับความละเอียดที่ 1080P / CC Ultra รองรับความเอียดที่ 4K ครับ 

Read more

ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นที่ 2 ทางกูเกิ้ลได้เปิดตัว Chromecast 3rd Gen (2018) เเละผมก็มีโอกาสนำมาลองทดสอบดู มาเริ่มจากแกะกล่องดูอุปกรณ์ข้างในกันเลยครับ ก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้

- Chromecast 3rd Gen


- Adapter


- Micro USB


- User Guide

DESIGN

มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกใหม่ให้มีความโค้งมนมากขึ้น และมีผิวสัมผัสด้าน ให้สัมผัสที่ดีมาก ดูพรีเมี่ยมมาก ๆ ครับ และมีการสลักโลโก้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ  ‘’G’’ บริเวณตรงกลาง ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของ Google ด้านข้างมีปุ่ม 1 อันไว้กดรีเซ็ทอุปกรณ์ 
และมีไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน 

สิ่งที่ปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้า

- Gen 3 ชิปประมวลผลทำงานไวขึ้น 15%


- Gen 3 รองรับความระเอียด 1080P 60fps  / Gen 2 1080P 30fps

 

SET UP / การตั้งค่าใช้งานครั้งเเรก

การตั้งค่าสำหรับการใช้งานครั้งเเรกก็ง่ายมาก ๆ ครับ เพียงเสียบตัว Chromecast 3 เข้ากับพอร์ท HDMI ด้านหลังทีวี และเสียบสาย USB เพื่อต่อไฟเลี้ยง รอจนกว่าจะขึ้นหน้าจอ Set Up

 

 

จากนั้นเข้าแอป Google Home จากสมาร์ทโฟน ดาวโหลดได้จาก Play Store หรือ App Store และทำตามขั้นตอนที่แอปแนะนำไปเรื่อย ๆ จนเสร็จ
 เท่านี้เจ้า Chromecast 3 ก็พร้อมใช้งานแล้วครับ หน้าตาตอนแสตนด์บาย พร้อมใช้งานก็จะมีรูปสวย ๆ จากทั่วทุกมุมโลกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ให้เราได้ดูแบบนี้ครับ

 

PERFORMANCE

ทางกูเกิ้ลเคลมไว้ว่า Gen 3 ทำงานไวขึ้น 15% ส่วนตัวผมยังไม่เคยใช้ Gen 2 แต่ได้ลองตัวนี้ครั้งเเรก ต้อง
บอกเลยว่ามันทำงานไวมาก ตอบสนองไวมากครับ สั่งได้ดั่งใจ ไม่ทำให้อารมณ์เสียเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไวในการเเคส กดปุ๊ปมาปั๊บเลยครับ ภาพคมชัด สีสันสดใส ไหลลื่นไม่มีกระตุกเลย รองรับการเเคสคอนเทนท์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Netflix, Spotify, Facebook Video, AIS Play, True ID, VIU แชร์รูปถ่ายขึ้นหน้าจอทีวีผ่าน Google Photos

 

การทำ Screen Mirroring (Android) ก็ทำได้เช่นกันครับ เรียกได้ว่าการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน Android นั้นทำได้ 100% เลยทีเดียว ส่วนการใช้งานกับสมาร์ทโฟนฝั่ง iOS นั้นอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือไม่สามารถทำ Screen Mirroring ได้โดยตรง (ต้องโหลดแอปเพิ่มเติม และอาจมีค่าบริการเพิ่มเติมครับ)  ส่วนการแคสคอนเทนท์ต่าง ๆ จาก PC ทำได้โดยผ่าน Chrome Browser ครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอนสั่งเล่น Spotify จากสมาร์ทโฟนครับ

ข้อดี

- เปลี่ยนทีวีธรรมดาให้สมาร์ทยิ่งขึ้น


- ขนาดเล็ก และน้ำหนักเบามาก


- การติดตั้งและ Set Up ครั้งแรกค่อนข้างง่าย และไม่ซับซ้อน


- การแคสคอนเทนท์ต่างๆทำได้รวดเร็ว

- สามารถใช้ไวไฟที่ปล่อยจากสมาร์ทโฟนอีกเครื่องได้

- สามารถต่อไฟเลี้ยงจากช่อง USB ของทีวีได้


- รองรับการทำงานร่วมกับ Google Home Mini, Google Home

, Google Home Hub

 

 

ข้อด้อย

- ไม่รองรับการทำ Screen Miroring กับระบบ iOS (ต้องโหลดแอปเพิ่ม และอาจมีค่าบริการเพิ่มเติม)

- ตัวอุปกรณ์ค่อนข้างร้อน ควรเว้นช่องว่างด้านหลังทีวี เพื่อให้มีการระบายอากาศได้ดีครับ 

สรุป

Chromecast เหมาะสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนทีวีธรรมดา ให้เป็นสมาร์ททีวี ชอบดู Youtube, Netflix และฟังเพลงผ่าน Spotify เนื่องจากการใช้งานค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน ส่วนคนที่มีสมาร์ททีวีอยู่แล้ว ซึ่งในบางรุ่นจะมีแอป Youtube, Netflix, Spotify มาให้ในตัว ก็ต้องถามตัวเอง ว่าคุณต้องการประสบการณ์การใช้งานแบบไหนครับ

การใช้งานร่วมกับ Google Home Mini, Google Home เป็นอะไรที่ลงตัวที่สุดแล้วครับ คุณสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้เลย เช่น สั่งเปิด-ปิดทีวี, สั่งเปิดเพลงผ่าน Spotify, สั่งให้เล่นหนังจาก Netflix หรือ Youtube ทั้งหมดนี้จะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นมาก ๆ เเละทำให้การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่น่าเบื่อเหมือนยุคก่อน ๆ เลยครับ

 

 

สำหรับใครที่สนใจ Chromecast 3rd Gen ก็สามารถสั่งกับเราได้เลยครับ เรามีสินค้าพร้อมส่ง 

สั่งซื้อได้ที่นี่ / Buy Now : https://groov.store/products/google-chromecast-3

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Chromecast 3rd Gen

Q : สินค้าเป็นของเเท้หรือไม่


A : เป็นสินค้าของเเท้ 100% นำเข้าจาก US โดยร้านเรานำเข้ามาจำหน่าย และมีใบอนุญาต.  

จาก กสทช อย่างถูกต้องครับ

 

Q : สามารถใช้งานกับ iPhone ได้หรือไม่


A : สามารถใช้ได้ครับ แต่จะไม่รองรับการทำ Screen Mirroring โดยตรงแบบระบบ Android

 

Q : สามารถต่อไวไฟจากมือถือได้หรือไม่


A : สามารถต่อได้ครับ โดยการใช้สมาร์ทโฟน 2 เครื่อง เครื่องนึงปล่อยไวไฟ และนำอีกเครื่องนึงมาต่อไวไฟจากเครื่องแรก และทำการตั้งค่าการใช้งานผ่านแอป Google Home 


 

Q : มีเมนูภาษาไทยหรือไม่


A : Chromecast จะแสดงข้อมูลเป็นภาษาตามสมาร์ทโฟนที่เราใช้ตั้งค่าครับ 

 

Q : Chromecast 3rd Gen ใช้งานกับ Projector ได้หรือไม่

A : สามารถใช้ได้  เพียงแค่มีพอร์ท  HDMI ครับ

 

Q : Chromecast 3rd Gen กับ  Chromecast Ultra 4K ต่างกันอย่างไร

A : CC3 รองรับความละเอียดที่ 1080P / CC Ultra รองรับความเอียดที่ 4K ครับ 

Read more

Chipolo With Voice Control On Google Assistant and Amazon Alexa

Posted by Weerawat Weeraprasertsak

Read more
Read more